จะปลูกป่าจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต ลุงต๋อยปราชญ์ป่าชายเลน ตั้งปฎิญาณ สนองพระราชดำริ

นายจุรุณ ราชพล หรือ ลุงต่อย อายุ 66 ปี รองประธานกลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติป่าคลอก จ.ภูเก็ต เปิดเผย ถึงช่วงเมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเสด็จยังชุมชนบ้านท่าหลา ต.ป่าคลอก อ.ถลาง จ.ภูเก็ต เมื่อปี 2502 แล้วมีโอกาสรับเสด็จพระองค์ท่าน ว่าตนเป็นคน ต.ป่าคลอก ตั้งแต่กำเนิด เมื่อวันที่ 11 มี.ค. 2502 ในหลวงเสด็จมาภูเก็ต ขณะนั้นตนอายุ 9 ขวบ พร้อมชาวบ้านได้ไปรอรับเสด็จพระองค์ท่านอยู่ที่ปากซอยท่าหลา ขณะนั้นทราบว่ารถพระที่นั่งแล่นผ่านแยกท่าหลาไปทางบ้านบางโรงแล้ว แต่มีนายถวิล คลายทุกข์ ชาวบ้านป่าคลอก ที่ปัจจุบันเสียชีวิตไปแล้วเข้าไปขวางรถของพระองค์ท่านไว้201610192029493-20160211172134โดยนายถวิลเล่ากับตนว่า ขณะไปขวางรถได้ทูลพระองค์ท่านว่าสะพานขาดเสด็จผ่านไปไม่ได้ และได้ทูลว่าเอาหัวของตนเป็นประกัน เมื่อพระองค์ท่านทราบดังนั้นทรงตรัสขอบใจนายถวิล และเลี้ยวรถกลับเข้ามายังบ้านท่าหลาเพื่อดูสภาพป่าชายเลน โดยจุดที่พระองค์ท่านเสด็จทอดพระเนตรนั้นอยู่ห่างจุดที่ตั้งกลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติป่าคลอก ประมาณ 300 เมตร ทางกลุ่มเคยมีแนวคิดร่วมกันว่าจุดที่พรองค์ท่านเคยเสด็จนั้นน่าจะทำเป็นอาคาร หรือสถานที่สำคัญเพื่อให้เยาวชนได้ศึกษาว่าครั้งนึงเคยเป็นสถานที่สำคัญ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการหารือกับหลายฝ่าย201610192029494-20160211172134การเสด็จของพระองค์ท่านเป็นที่ปลาบปลื้มของชาวบ้านท่าหลา และชาวตำบป่าคลอกเป็นอย่างยิ่ง คิดอยู่เสมอและมีความภาคภูมิใจที่เกิดเป็นพสกนิกรของในหลวงคนนึง จึงปฏิญาณตนไว้ว่าจะจงรักภักดีกับในหลวง วันนี้พระองค์ท่านเสด็จสวรรคต รู้สึกเสียใจนั่งดูโทรทัศน์ น้ำตาจะไหลออกมาทุกครั้ง ความรู้สึกเหมือนได้สูญเสียสิ่งที่รักที่สุด

ตลอดระยะเวลาเกือบ 30 ปีที่ผ่านมา สิ่งที่ทำเพื่อพระองค์ท่านมาโดยตลอด คือการช่วยดูแลทรัพยากรธรรมชาติทั้งทางทะเล แม่น้ำ และภูเขาป่าต้นน้ำ เพื่อรักษาไว้ให้ชาวป่าคลอก โดยทำมาตั้งแต่ปี 2525 ปลูกป่ามาแล้วนับล้านต้น ต่อสู้จนได้ป่าชุมชนซึ่งเป็นป่าชายเลนกลับมา 2 แปลง เกือบ 800 ไร่ ถึงแม้ต้องแลกกับชีวิตน้องชายที่ต่อสู้ตามอุดมการณ์รักป่าด้วยกัน จนถูกนายทุนสั่งลอบยิงจนเสียชีวิต แต่อุดมการณ์ของตนไม่ได้หายไปยังต่อสู้จนได้ป่าคืน ซึ่งคิดว่ามันคุ้มค่า เพราะคิดถึงประโยชน์ชุมชนเป็นที่ตั้ง201610192029492-20160211172134โดยน้อมนำคำสอนตามพระราชดำริในหลวง ที่ทรงตรัสว่า “ถ้ามีป่าต้องมีอาหาร มีทะเลต้องมีสัตว์น้ำ” หากชาวบ้านช่วยกันดูแลทรัพยากรจนอุดมสมบูรณ์ ก็อยู่ได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องพึ่งพาภาครัฐ ถึงแม้พระองค์เสด็จสวรรคต  ตนก็จะทำความดีต่อไป จะทำงานปลูกป่าและอนุรักษ์ไปจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต ไม่ต้องการสิ่งใดแล้วนอกเหนือจากนี้ ตนเหมือนไม้ใกล้ฝั่งต้องพยายามให้เด็กและเยาวชนคนรุ่นใหม่เข้ามาช่วยกัน สนองพระราชดำริพระองค์ท่าน เพราะพระองค์ท่านยังอยู่ในใจพวกเราตลอดไป

ที่มา>>>ข่าวสด