“เดปาย” กร้าวพร้อมพิสูจน์ให้รู้ว่า “มูรินโญ่” คิดผิด

จากนี้ล่ะของจริง

​เมมฟิส เดปาย ปีกตัวแน่นของ โอลิมปิก ลียง ออกมาประกาศกร้าวต่อสาธารณชนว่าพร้อมที่จะงัดฟอร์มเก่งกลับคืนมาให้ได้ เพื่อพิสูจน์ตัวเองว่าเป็นแข้งระดับท็อปของจริง

ย้อนกลับไปเมื่อ 2 ปีก่อน เดปายถูก หลุยส์ ฟาน กัล ที่รับงานคุมทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อยู่ ณ ขณะนั้นซื้อเข้ามาร่วมทีมด้วยค่าตัวมากกว่า 20 ล้านปอนด์ พร้อมความคาดหวังอันสูงลิบลิ่วว่าจะก้าวขึ้นไปเป็นระดับโลกได้ในอนาคต

แต่แล้วสตาร์แดนกังหันกลับไม่สามารถเล่นได้เหมือนตอนเขาอยู่กับ พีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น เลยแม้แต่น้อย จนค่อยๆถูกดร็อปให้นั่งอยู่ข้างสนามบ่อยขึ้นจนกลายเป็นถาวรในระยะหลัง

แม้กระทั่งเปลี่ยนผ่านมาถึงยุคของ โชเซ่ มูรินโญ่ เดปายก็ยังคงก้นด้านอยู่เหมือนเดิม จนโดนปล่อยตัวออกไปเล่นในลีกเอิงฝรั่งเศสกับ โอลิมปิก ลียง

“ไม่เข้าใจเลยจริงๆนะ แต่ มูรินโญ่ ก็เป็นนายใหญ่ ผมอาจจะแค่ไม่ดีพอสำหรับเขา แต่ก็โอเค ตอนนี้ถึงเวลาแสดงคุณภาพอันแท้จริงออกมาให้เขาเห็นแล้วกับลียง” เดปาย กล่าว

“คาโมราเนซี่” เผยถ้า “ยูเว่” ไม่ตกชั้นปี 2005 คงได้ “เมสซี่” มาแล้ว

ฟ้าลิขิต

​เมาโร คาโมราเนซี่ อดีตดาวเตะจอมเลื้อยของ ยูเวนตุส ในกัลโช่ เซเรีย อา ออกมาเปิดเผยแล้วว่า เจ้าม้าลาย นั้นเคยเกือบจะได้ ลีโอเนล เมสซี่ มาอยู่กับทีมอย่างจริงจังในยุคของกุนซือ ฟาบิโอ คาเปลโล่

ย้อนกลับไปในปี 2005 ซึ่งขณะนั้น เมสซี่ อายุได้เพียง 18 ปี เขาก็ตกเป็นเป้าหมายสำคัญของเจ้าม้าลายไปเรียบร้อย และหากทีมไม่ตกชั้นเนื่องจากโดนลงโทษคดีล้มบอลก็คงได้มาอย่างแน่นอน

“ในขณะที่คนอื่นๆในทีมยังไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย คาเปลโล่ ก็ได้เห็นถึงพรสวรรค์ของ เมสซี่ ก่อนใครเพื่อนแล้ว แถมเอาแต่พูดให้เราฟังว่า เจ้าเด็กคนนี้มันแตกต่าง และจะก้าวขึ้นเป็นแข้งอันดับหนึ่งของโลกได้” คาโมราเนซี่ กล่าว

“คาเปลโล่ แพลนไว้ว่าจะรอให้เมสซี่ สร้างผลงานอะไรบางอย่างขึ้นมาก่อน จากนั้นค่อยซื้อเข้ามาอยู่กับทีม และยุคนั้น เซเรีย อา ถือเป็นลีกที่ใหญ่ที่สุดของโลก ฉะนั้นเรื่องเงินไม่เป็นปัญหา”
Advertisement
“สิ่งที่ผมคิดก็คือ ถ้า ยูเวนตุส ยังได้อยู่บนลีกสูงสุดต่อไปและเซ็นเมสซี่ เข้ามาในปี 2006 ทีมจะชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก อย่างไม่ต้องสงสัยเลย”

“ชุดขาว” เคาะค่าตัว “โมราต้า” ต้อง 70 ล้านยูโร

ผี-สิงห์

สื่อดังหลายๆเจ้าจากประเทศสเปน ได้ออกมาประโคมข่าวใหญ่โดยพร้อมเพรียงกันเมื่อวานนี้ว่า เรอัล มาดริด ยินยอมที่จะขาย อัลวาโร โมราต้า แล้ว หากมีทีมไหนกล้าทุ่มให้สูงถึง 70 ล้านยูโร (ราว 2,620 ล้านบาท)

นับตั้งแต่สไตรเกอร์ทีมชาติสเปน ไประเบิดฟอร์มแจ่มกับ ยูเวนตุส ช่วงก่อนหน้านี้ จนกระทั่งปัจจุบันที่เขากลับมาเล่นให้ เรอัล มาดริด ก็จะพบว่ามีข่าวลือกับกับสโมสรในพรีเมียร์ลีกออกมาอยู่เรื่อยๆ ซึ่งล่าสุดนั้นเป็น แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กับ เชลซี

อย่างไรก็ตาม ดีลของ โมราต้า นั้นคงไม่ได้เกิดขึ้นมาลอยๆ เพราะคนวงในจากแดนกระทิงดุ ได้เปิดเผยว่า ราชันชุดขาว ที่ก่อนหน้านี้ยืนยันเสียงแข็งว่าจะเก็บเอาไว้ใช้งานเอง ยอมปักป้ายขายให้ใครก็ตามที่สนใจจริงๆแล้ว

ส่วนราคาก็ตามที่ทราบไปว่าสูงถึง 70 ล้านยูโร ซึ่งก็ไม่ใช่ตัวเลขที่เยอะมากเกินไปจนทั้ง 2 สโมสรจ่ายไม่ได้ ฉะนั้นแล้ว ตลาดซื้อขายนักเตะหน้าร้อนที่กำลังจะมาถึง รอดูได้เลย มีบิ๊กดีลเกิดขึ้นอีกแน่นอน

โอกาสสุดท้ายของ “แยนส์เซ่น”

เริ่มที่คืนนี้

“ผมยังเชื่อใจในตัว แยนส์เซ่น เสมอ ใช่แล้วเขามีช่วงเวลาที่ยากลำบากหลายครั้ง แต่ตอนนี้เป็นโอกาสดีที่เขาจะพิสูจน์ให้ทุกคนได้เห็นว่าคู่ควรกับตัวจริง”

เมาริซิโอ้ โปเช็ตติโน่ กุนซือหนุ่มไฟแรงสเปอร์ส ออกมาปลุกเร้า วินเซนต์ แยนส์เซ่น ก่อนเกมที่จะเปิดบ้านพบ เซาธ์แฮมป์ตัน อาทิตย์นี้ ให้พิสูจน์ตนเองให้โลกได้เห็นหลังจากเสียรังวัดไปนานนับตั้งแต่ย้ายมา

ก่อนหน้านี้ แฮร์รี่ เคน คือตัวความหวังที่ไม่ต่างกับทุกสิ่งทุกอย่างของ “ไก่เดือยทอง” แต่หลังจากที่เจ้าตัวบาดเจ็บและมีข่าวล่าสุดออกมาว่าเจ้าตัวส่อแววพักทั้งฤดูกาล

ได้เวลาแล้วครับที่โมเมนตัมจะเหวี่ยงแหไปหา “แยนส์เซ่น” แทนนับตั้งแต่ย้ายมาจากลีกดัตช์เมื่อต้นฤดูกาล แยนส์เซ่น ก็ไม่ต่างกับตัวความหวังที่ทำเอาไฟในตัวสาวก “ยิด อาร์มี่” ได้พวยพุ่ง ผลงานระเบิดสกอร์ 30 ประตูพร้อมกับคว้ารองเท้าทองคำแห่ง เอเรดิวิชี่ ลีก ทำให้แฟนสเปอร์สรู้สึกเต็มไปด้วยความหวัง

แต่กลายเป็นว่าจนถึงตอนนี้ แยนส์เซ่น ไม่ต่างกับ “The Clown” ตัวตลกในตำนาน

จาก 25 นัดที่ลงสนาม แข้งวัย 24 ปีซัลโวไปแค่ 5 ลูกเท่านั้น สถิติว่าแย่แล้ว แต่นั่นไม่เท่ากับประเภทการยิงที่ แยนส์เซ่น นั้นซัดประตูแบบ open-play แค่ลูกเดียวเท่านั้น

ที่เหลืออีก 4 ตุงเป็นสังหารจาก “จุดโทษ” ทั้งหมด

“ลูกากู” จะลาท็อฟฟี่??!

ลูกากู

ฤดูกาลนี้ โรเมลู ลูกากู นับว่าเป็นศูนย์หน้าความหวังสูงสุดของเอฟเวอร์ตัน เพราะยิงไปแล้ว 20 ประตู รวมทุกรายการ

อย่างไรก็ตาม มีข่าวระบุว่า ลูกากู บอกปัดสัญญาใหม่ 5 ปี ที่ทีมดังแห่งเมอร์ซี่ย์ไซด์ ยอมทุบเพดานค่าเหนื่อยสูงสุดตลอดกาลของสโมสร อย่างไม่ไยดี

เมื่อปลายปีที่แล้ว มิโน ไรโอลา เอเยนต์ส่วนตัวของเขา เคยออกมาบอกว่า สัญญาใหม่เสร็จแล้ว เกือบร้อยเปอร์เซนต์ เช่นเดียวกับ โรนัลด์ คูมัน กุนซือของทีม ที่เพิ่งประกาศเมื่อเร็วๆนี้ว่า ดีลนี้ใกล้บรรลุมากๆ

แต่ล่าสุด ดาวยิงทีมชาติเบลเยี่ยม กลับยกเลิกการเจรจาไปซะอย่างนั้น คำถามที่ตามมาก็คือ อนาคตของกองหน้าทีมชาติเบลเยี่ยมรายนี้ จะเป็นอย่างไรต่อ?ก่อนจะไปถึงตรงนั้น เราจะมาย้อนเรื่องราวที่เกิดขึ้น จนนำไปสู่สถานการณ์ที่มาถึง “ทางแยก” ในตอนนี้กันครับ

จุดเริ่มต้น เหตุย้ายทีม?

ต้องบอกว่า ลูกากู เป็นคนที่ทะเยอทะยาน กล้าฝัน และมุ่งมั่นมาตั้งแต่เด็ก ตอนอายุเพียงแค่ 12 ขวบ เขาก็เข้าร่วมทีมเยาวชนของอันเดอร์เลชท์ไปแล้ว

เพียงครั้งแรก และครั้งเดียวที่เขาได้ดูทีมชุดใหญ่เล่น เขาก็สาบานกับตัวเองว่า จะไม่เหยียบเท้าเข้ามาในสนามอีก จนกว่าที่ตัวเองจะได้ขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่แบบจริงๆ

“กุนซือยุคไดโนเสาร์” คนสุดท้าย?!

ว่าด้วยเรื่อง

เมื่อวานนี้เห็นผลการแข่งขันของขุนพลปืนใหญ่ “อาร์เซน่อล” ที่แพ้ต่อ “เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน” 1-3 แล้วรู้สึกหดหู่ ขนาดไม่ใช่แฟนบอลพันธุ์แท้ของทีมเพราะสำหรับคนวัยใกล้เลข 3 อย่างผมที่เห็นความยิ่งใหญ่ของทีมในยุค 2000 ซึ่งครั้งหนึ่งคือทีมที่สร้างสถิติไร้พ่ายตลอดฤดูกาล มีสภาพแบบนี้

ยิ่งผลงานในฤดูกาลนี้ที่ไม่ต้องหวังถึง “แชมป์ลีก” เพราะตามหลังจ่าฝูง “เชลซี” 10 กว่าแต้ม ขณะที่ฟุตบอลยุโรปที่เป็นความหวังสูงสุดของทีมมาตลอดก็แพ้ชนิดที่ว่า “เอาปี๊ปคลุมหัว” เถอะ แพ้ได้ยังไง ไปกลับ 10 ลูก เหย้า-เยือน สภาพไม่ต่างจากพวกทีมระดับสมันน้อยของยุโรปที่หลุดเข้ามารอบแบ่งกลุ่ม แม้ว่าทีมจะเคยถล่ม “ลูโดโกเร็ตส์” ในรอบแบ่งกลุ่มฤดูกาลนี้มา 6 ลูกแล้วก็ตาม 555 (โดนเอง)ส่วนฟุตบอลถ้วยในประเทศ เหลือแค่ “เอฟเอ คัพ” เพียงรายการเดียว เชื่อว่าแฟนปืนทุกสารทิศคงไม่ได้สนใจกับความสำเร็จกับฟุตบอลรายการนี้สักเท่าไหร่ ตราบใดที่ทีมว่างเว้นจากความสำเร็จมาก 16 ปีนับจากการเป็น “แชมป์พรีเมียร์ลีก” ครั้งสุดท้าย หรือการรอคอยเกียรติยศจากการ “แชมเปี้ยนส์ ลีก” ครั้งแรก

ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในตอนนี้ต้องโทษ “อาร์แซน เวงเกอร์” คนเดียว เรื่องนี้เคยเขียนไปเมื่อสองสัปดาห์ที่แล้วหลังจากตกรอบ “แชมเปี้ยนส์ ลีก” แต่ก็อดไม่ได้ที่จะเขียนอีกครั้ง เพราะการแพ้ “เดอะ แบ็กกี้ส์” ถึง 3 ประตูเป็นอะไรที่รับไม่ได้จริงๆ ไม่ต้องไปพูดถึงรายละเอียดหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเกม เอาแค่ผลลัพธ์หลังจบเกมพอ

เมื่อจิ้งจอกคืนชีพ

เมื่อจิ้งจอกคืนชีพ

ความรู้สึกเห็นใจที่มีต่ออดีตผู้จัดการทีมอย่าง เคลาดิโอ รานิเอรี่ ซึ่งเพิ่งถูกขับออกจากตำแหน่งไปไม่นาน ตอนนี้เริ่มถูกลืมเลือนไปแล้วนะครับ

เมื่อทีม “สุนัขจิ้งจอก” เลสเตอร์ ซิตี้ สร้างประวัติศาสตร์ผ่านเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายถ้วย ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้สำเร็จเป็นครั้งแรกของสโมสร บางคนอาจจะมโนไกลไปถึงถ้วยแชมป์ตามคำทำนายของพระอาจารย์ธงชัยแล้วด้วยซ้ำ

อนาคตที่ดูจะเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือของ เลสเตอร์ นั้น เกิดขึ้นหลังจากการรับตำแหน่งแทนของ เคร็ก เช็คสเปียร์ อดีตผู้ช่วยของรานิเอรี่ นั่นเอง ที่พอคุมทีมแข่ง 3 นัด ก็ชนะมัน 3 เกมรวดเสียอย่างนั้นถ้าวิเคราะห์ในเชิงจิตวิทยา ผู้เล่นในทีมดูเหมือนถูกปลุกให้ตื่นจากความหลับใหล พันธนาการที่แบกอึ้งอยู่ตั้งแต่เปิดฤดูกาลถูกยกออก นักเตะกลับมาโชว์ผลงานอย่างอิสระผ่อนคลาย เล่นฟุตบอลกันด้วยความสนุกสนาน เรียกความมั่นใจจากเมื่อฤดูกาลที่แล้วกลับมาได้เยอะ พอพวกเขากลับมามีใจ ทีมก็ประสบความสำเร็จอีกครั้ง

เลสเตอร์ นี่เป็นทีมที่ธรรมชาติต้องเล่นด้วยความฮึกเหิมครับ ลองคึกขึ้นมาแล้วทีมไหนก็หยุดลำบาก ลองดูสถิติในฤดูกาลนี้นะครับ 7 เกมที่พวกเขาขึ้นนำคู่ต่อสู้ก่อนในพรีเมียร์ลีก ปรากฏว่าชนะรวดได้ทั้ง 7 นัดนะครับ

สื่อกระทิงแฉ “เมสซี่-เนย์มาร์” แตกคอกันเรื่องซื้อ “คูตินโญ่”

อย่าข้ามหัว

มีปัญหาระหว่างสองซูเปอร์สตาร์แห่ง บาร์เซโลน่า อย่าง ลีโอเนล เมสซี่ และ เนย์มาร์ ขึ้น กรณีเรื่องการให้ทีมซื้อ ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ เข้ารังตามรายงานจากสื่อสเปน

โดย บาร์ซ่า ตกเป็นข่าวกับ คูตินโญ่ มาซักพักใหญ่ๆแล้ว โดยเฉพาะช่วงก่อนเจ็บยาวในฤดูกาลนี้ซึ่ง คูตี้ สามารถร่ายเวทย์ได้อย่างสุดยอดจนพา หงส์แดง ขึ้นไปติดลมอยู่บนหัวตาราง

ซึ่ง เนย์มาร์ เองก็คือคนสนับสนุนให้สโมสรดังแห่งแคว้นกาตาลัน ซื้อ คูตินโญ่ แบบเปิดเผย โดยเฉพาะกับการที่ทั้งคู่สนิทสนมกันเป็นอย่างมากตั้งแต่ชุดเยาวชนของทีมชาติบราซิลด้วย

อย่างไรก็ตาม เมสซี่ เองกลับไม่ต้องการให้ คูตินโญ่ เข้ามาเพราะมันจะเหมือนการเพิ่มอำนาจให้ เนย์มาร์ กลายๆ พร้อมเป็นลดทอนในส่วนของตัวเองด้วย

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น คูตินโญ่ เองก็เพิ่งต่อสัญญากับ หงส์แดง จนถึงปี 2022 ส่วน เมสซี่ ก็เหลือเพียงแค่อีก 18 เดือนพร้อมมีโอกาสลาถิ่นคัมป์ นู ไปร่วมทีมอย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ หรือ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ด้วย

“ปีศาจแดง” เปิดถิ่นเฉือน “รอสตอฟ” 1-0 ลิ่ว 8 ทีม

มาต้าฮีโร่

เริ่มเกม 5 นาที เจ้าบ้านได้ลุ้นก่อนเลย ดาเล่ย์ บลินด์ เปิดเตะมุมฝั่งซ้ายเข้าไปให้ มาร์กอส โรโฮ โหม่งโล่งๆ จากระยะ 7 หลาติดเซฟ นิกิต้า เมดเวเดฟ มาเข้าทาง ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ซ้ำมุมแคบฝั่งขวาชนเสาอย่างน่าเสียดาย

นาทีที่ 16 “ปีศาจแดง” พลาดโอกาสอีกครั้ง ฆวน มาต้า จ่ายให้ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ทะลุไปแตะบอลหนี นิกิต้า เมดเวเดฟ เข้าเขตโทษฝั่งซ้ายแต่แรงไปเลยต้องตามไปถึงสุดเส้นหลังเลือกยิงเองด้วยซ้ายมุมแคบติดปลายมือ เมดเวเดฟ ข้ามคานออกไป

นาทีที่ 30 แมนฯ ยูไนเต็ด พลาดโอกาสทองอีกหน ฆวน มาต้า จ่ายขึ้นหน้าให้ เฮนริค มคิทาร์ยาน หลุดเข้าเขตโทษไปกระดกผ่านมือ นิกิต้า เมดเวเดฟ ไปแล้วแต่ก็หลุดเสาซ้ายมือออกหลังไป จบครึ่งแรก เสมอกัน 0-0

กลับมาเล่นต่อในครึ่งหลัง นาทีที่ 54 รอสตอฟ ทีมเยือนเกือบได้ประตู ซาร์ดาร์ อัซมูน ลากจากขวาตัดเข้ากลาง ก่อนสับไกด้วยซ้ายหน้าเขตโทษโค้งไปทางเสาไกลแต่ เซร์คิโอ โรเมโร่ ทุบออกหลังไปได้

หลังพยายามอยู่นาน นาทีที่ 70 แฟนๆปีศาจแดงได้เฮลั่น เฮนริค มคิทาร์ยาน หลุดขึ้นมาทางขวาก่อนเปิดไปหน้าประตู ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ตอกส้นต่อให้ ฆวน มาต้า วิ่งซัดจ่อๆไม่เหลือ แมนฯ ยูไนเต็ด นำ 1-0

นาทีที่ 79 รอสตอฟ เกือบได้ประตูตีเสมอจากจังหวะที่ อเล็คซานดาร์ บูคารอฟ ตัวสำรอง โหม่งสะบัดไปติดมือ เซร์คิโอ โรเมโร่ ปัดออกหลังหวุดหวิด

จบเกม “ปีศาจแดง” แมนฯ ยูไนเต็ด เปิดบ้านเชือด รอสตอฟ 1-0 รวมผลสองนัด ผ่านเข้ารอบก่อนรองชนะเลิศด้วยประตูรวม 2-1

“จิ้งจอก” ทำได้

จิ้งจอก

เป็นอีกครั้งที่ฟุตบอลพิสูจน์ให้เราได้เห็นว่าไม่มีอะไรที่ “เป็นไปไม่ได้” ในโลกลูกหนัง

ก่อนเกมนัดนี้มรสุมถาโถมเข้าใส่ เลสเตอร์ สารพัด การเด้ง รานิเอรี่ ทำให้รอบสนาม คิง พาวเวอร์ สเตเดี้ยมลุกเป็นโชน สาวกหลายคนลงมติแอนตี้เสี่ยวิชัยเรื่อยพาลไปถึง เคร็ก เช็คสเปียร์ บุรุษผู้เข้ามาสานต่อ

แต่ใครจะเชื่อครับว่าให้หลัง 2-3 สัปดาห์ เช็คสเปียร์ จะสยบเสียงวิพากษ์ และ ดับไฟอันมอดไหม้ลงพร้อมกลายร่างเป็นอัศวินขี่ “จิ้งจอก” กอบกู้วิกฤติได้อย่างยิ่งใหญ่

เกมล่าสุดที่คว่ำ เซบีญ่า 2-0 ถือเป็นอีกหนึ่งผลงานชิ้นโบว์แดงที่โลกนี้ต้องจดจำ เช็คสเปียร์ ก่อนเกมนัดนี้อย่างที่เคยเกริ่นไปเมื่อ 2 วันก่อนว่าด้วยสไตล์บู๊ล้างผลาญทั้งคู่ทำให้เกมนี้น่าจะออกมาในรูปแบบ “ใส่กันแหลก” ชนิดไร้ความปราณี แต่ปรากฏว่า “ผิดคาด” ครับ

ในขณะที่ เซบีญ่า พร้อมเปิดเกมแลกด้วย เลสเตอร์ ผู้สกอร์รวมตามหลังกลับเยือกเย็น และใช้สไตล์ “ล่องูเข้าบ้าน” รับแล้วโต้กลับใส่ขณะที่คู่แข่งเผลอตัว